ปฏิวัติวัฒนธรรมการดื่ม “ไม่ขายเหล้า” ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมคนเมา โดย สสส.

ปฏิวัติวัฒนธรรมการดื่ม “ไม่ขายเหล้า” ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมคนเมา

“ยื่นแก้วเหล้า” ให้ “เด็กดื่ม” เท่ากับส่งเสริมให้แอลกอฮอล์เข้าไปทำลายเซลล์สมอง มีผลต่อพัฒนาการสติปัญญา ส่วนยื่นแก้วเหล้าให้ “คนเมา” ดื่มซ้ำ เท่ากับส่งเสริมให้การครองสติยิ่งลดลงเพิ่มความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ” เมื่อตระหนักชัดในปัญหาเหล่านี้ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วย สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงออกเดินรณรงค์เคาะประตูร้านค้า ทำความเข้าใจผู้ประกอบการภายในท้ายซอยวิภาวดี 64 ชวนร้านค้าทำตามกฎหมาย  ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็ก และคนเมา

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ขณะนี้กฏหมายควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ขยับอายุห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มมาเป็น ไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องหลักการทางวิชาการของพัฒนาการสมองเด็ก ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการได้รับความร่วมมืออย่างดี อีกทั้งโซนเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร มีการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงไม่ได้มีปัญหา แต่ยังพบว่าร้านค้าบางแห่งขาย “คราฟต์เบียร์” และลักษณะของร้านผู้มาใช้บริการมากันเป็นครอบครัว ดังนั้น ต้องเพิ่มการตรวจสอบซ้ำ กรณีไม่แน่ใจเรื่องใจเรื่องอายุตรวจสอบบัตรประชาชน ในส่วนคนมึนเมา คนรอบข้างที่มาด้วยกัน หรือคนภายในร้าน สามารถร่วมช่วยกันสังเกตได้เพื่อป้องกัน ไม่เสิร์ฟซ้ำเพิ่มความมึนเมา พร้อมกันนี้แสดงความห่วงกังวล ร้านที่เปิดเหมือนสถานบริการแต่ ไม่มีใบขออนุญาตอย่างถูกต้อง ผู้บริโภคควรตรวจสอบความต้องการของเราว่าเจตนาต้องการรับบริการแบบไหน

“การเลือกร้าน และสถานที่ในการสังสรรค์ ต้องเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา และต้องตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน สถานที่รองรับคนได้เหมาะสมหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนเหตุการณ์ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

นายศุภพงษ์ พรึงลำภู เจ้าของสถานประกอบการที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการช่วยกันคุ้มครองเด็ก โดยร้านค้าสามารถตรวจสอบบัตรประชาชนของเด็กได้ก่อนจำหน่าย ถือว่าเป็นการป้องกันที่ดี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการทำผิดกฎหมาย

ส่วนเรื่องการห้ามขายเหล้าให้คนเมา ยอมรับว่าเมื่อได้ยินรู้สึกกังวลแต่ก็เป็นเรื่องดี โดยปกติร้านค้า และผู้ประกอบการไม่มีใครชอบคนเมาที่ก่อปัญหาอยู่แล้ว เพราะหากเมาถึงจุด “อาละวาด” แน่นอนคนเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับร้านอยู่แล้ว จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ไปถึงจุดนั้น เมื่อกฎหมายให้สิทธิ ก็จะต้องใส่ใจหมั่นสังเกต อย่างน้อยการดูอาการหรือเตือนก่อนก็นับว่าเป็นเรื่องดี

“ในฐานะคนขายเครื่องดื่มแอกอฮอล์ เราก็ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าคนทั่วไป การตรวจสอบบัตรประชาชน ก่อนขายเหล้าให้กับเด็ก รวมถึงการไม่ขายเหล้าให้กับคนเมาเป็นสิทธิ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำเพิ่ม คือการติดตั้งกล้องวงจรปิดจะช่วยให้ร้านค้าสามารถป้องกันตนเอง และเป็นเครื่องยืนยันว่าได้ดูแลลูกค้าอย่างดีแล้ว ก็จะได้พ้นความรับผิดชอบ กรณีคนเมาก่อเหตุ หรือไปตักเตือนแล้วเกิดเรื่อง” นายศุภพงษ์ กล่าว

กระบวนการทำความเข้าใจ “ไม่ขายเหล้าให้เด็กและคนเมา” นางสาวชนกธิดา ศิริวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุข อธิบายถึงบทบาทภาระของการบังคับใช้กฎหมาย  พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ว่า   ปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ยังคงใช้ทั้ง 2 ฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 และปี 2568 และสถานที่ห้ามดื่มยังคงเดิมทั้งหมด เพียงแต่ขยายความให้ชัดเจน  กรณีจัดเลี้ยงตามประเพณีในสถานที่ราชการ ที่สามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มีแค่  2 ประเพณีเท่านั้น คือ แต่งงาน และงานเลี้ยงทางการทูตเท่านั้น

ส่วนวันและเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี  2568 นั้น มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมวันพระใหญ่ มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา และออกพรรษา สามารถขายได้ในอาคารผู้โดยสารสนามบินระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการขายในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ขายได้ในสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณแหล่งท่องเที่ยวตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ขายในโรงแรม ขายในสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติที่มีคนทำกิจกรรมจำนวนมาก

ส่วนช่วงเวลาการขาย และนั่งดื่มนั้น เดิมห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลา 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 -24:00 น. แต่ปัจจุบันให้สามารถขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 24.00 น. ส่วน “ช่วงเวลาดื่ม” ก็เป็นขยายให้สามารถนั่งดื่มได้อีกไม่เกิน 1 ชั่วโมง นับแต่เริ่มเวลาห้ามขาย ฝ่าฝืนมีโทษทั้งคนขายและคนดื่ม  สำหรับเรื่องอายุห้ามขายให้คนอายุต่ำว่า 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนคนเมาเมื่อห้ามขายต้องตรวจสอบโดยแนะนำ 3 ท่าให้ปฏิบัติก่อนขาย คือ ท่าแตะจมูกตัวเอง การเดินต่อเท้า และการยืนขาเดียวแล้วนับเลข หากทำไม่ได้ห้ามขายเด็ดขาด

“การทดสอบระดับการเมาด้วยวิธีชาวบ้านแบบนี้ สามารถใช้ได้กับร้านขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์มาใช้ อีกทั้งค่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพื่อความระดับความมึนเมาอาจใช้ไม่ได้กับทุกคน และบางคนประสงค์มาดื่มไม่ได้ต้องการขับรถ ดังนั้น วิธีบ้าน ๆ จึงเป็นธรรมกับทุกคน” นางสาวชนกธิดา กล่าว

สอดรับกับนายไพฑูรย์ งามมุข รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. ระบุว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ มีเจตนาเพื่อป้องกัน และลดผลกระทบที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสร้างการคุ้มครองเด็กเยาวชนไม่ให้เป็นนักดื่มหน้าใหม่ และคุ้มครองสุขภาพของประชาชน จึงกำหนดกรอบกติกาชัดเจน เพื่อปกป้องชีวิตและสร้างสังคมที่ปลอดภัย การรณรงค์ครั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกร่วมกันไม่จำหน่าย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และคนเมา

นอกจากนี้ได้หยิบยกเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นอุทาหรณ์ที่ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย เพราะอาจทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเจอกับความผิดอาญา ตามมาตรา 157 ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสถานที่สิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ หรือ การตรวจตราจากฝ่ายต่าง ๆ เมื่อตรวจพบแล้วให้แนะนำอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

“การเพิกเฉย เท่ากับเป็นความเสี่ยงการตรวจเจอความผิดปกติ แม้แนะนำไปแล้วแต่ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ในมุมมองนักกฎหมายจะเท่ากับการละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการส่งเรื่องให้ ผู้อำนวยการแต่ละเขต เพื่อจะได้หลุดพ้นความผิด ม.157” นายไพฑูรย์ กล่าว

ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ถือว่าให้ความสำคัญ กับเด็ก และคนเมาอย่างมาก โดยมาตรา 29 เพิ่มโทษการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จากเดิมปรับไม่เกิน 20,000 บาท ก็เพิ่มขึ้น 5 เท่าเป็นปรับสูงสุด 100,000 บาท เช่นเดียวกับการขายเหล้าให้กับคนเมา พร้อมกำหนดข้อกฎหมายให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับทางร้านค้าได้ หากขายสุราให้เด็ก และ คนเมา นำไปก่อเหตุจนเกิดผู้เสียหาย  ดังนั้น ร้านค้าต้องป้องกันตนเอง โดยตรวจสอบบัตรประชาชนในกรณีเด็ก และการตรวจสอบอาการของคนเมาด้วย 

แต่ในกรณีที่คนเมาไม่ยินยอม เรียกร้องให้ร้านค้าเสิร์ฟเหล้าซ้ำ หรือ บังคับร้านค้าต้องขายเหล้า ทั้งที่ตัวเองยังอยู่ในอาการมึนเมานั้น นายธีระ กล่าวว่า เรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง สถานบริการกึ่งร้านอาหารมักถูกคนมึนเมาบังคับขายเหล้าซ้ำ เรื่องนี้เป็นความผิดอาญา สามารถร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ว่า ถูกข่มขู่ ทำให้หวาดกลัวจำใจต้องขายเหล้า แต่ทุกอย่างสามารถพูดกันได้ก่อนมีอาการมึนเมา ว่าหากเมาจะในขายเหล้าซ้ำอีก ส่วนในร้านค้า ร้านขายของชำ สามารถใช้กล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ในกรณีจำใจต้องขายเหล้าเพราะถูกบังคับข่มขู่ และกรณีคนเมาไปก่อเหตุก็ไม่ต้องรับความผิดทางแพ่งร่วมกับคนเมา เพราะมีหลักฐานชัดเจน

“ข้อกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น เพื่อพุ่งเป้าความรับผิดชอบของผู้ประกอบการและร้านค้าที่ขายเหล้า โดยวิธีป้องกันไม่ขายเหล้าให้คนเมา สามารถใช้คู่มือของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาสังเกตได้ ทั้งจากท่าทางการยืน รวมทั้งการสื่อสารที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้กระทำผิด และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมไม่ให้คนเมา สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อสาธารณะถือเป็นสิ่งสำคัญของผู้ประกอบการ” นายธีระ กล่าว

การตระหนักรู้ และร่วมความรับผิดชอบต่อสังคมสาธารณะ คือ หัวใจของการคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ แต่จะสำเร็จได้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทั้งคนดื่ม คนขาย เพื่อสร้างวัฒนธรรมการดื่มใหม่ ที่ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

ที่มา : งานจัดกิจกรรมรณรงค์ “ร่วมสร้างสังคมปลอดภัย เคารพกฎหมาย ไม่ขายเหล้าให้เด็กและคนเมา”

Categories: ข่าวสารกิจกรรม