ถึงเวลาขยับสร้างวัฒนธรรม “บ้านปลอดควันบุหรี่” ลาขาด บุหรี่มือสอง-มือสาม

ป่าวร้อง บอกเตือน ถึงพิษภัยของควันบุหรี่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าควันบุหรี่มือหนึ่งไปจนถึงมือสาม จากบุหรี่มวน ไปถึงบุหรี่ไฟฟ้า ล้วนส่งผลกระทบสุขภาพทั้งสิ้น หากจดจำวลีโฆษณา “คุณมาทำร้ายฉันทำไม” การสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะอาจพูดได้เต็มปาก แต่ถ้าที่เกิดเหตุอยู่ใน “บ้าน” สมาชิกในครอบครัวเป็นคนสูบบุหรี่ จะต้องพูดและทำอย่างไร เรื่องนี้ชวนให้คบคิด?
จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ สำนักงานสถิติแห่งชาติใน ปี 2564 พบว่า มีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนสูบบุหรี่ 3.3 ล้านคน และเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ 3.4 ล้านคน และในครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก (0-5 ปี) ทุก ๆ 10 ครัวเรือน จะพบ 5 ครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ และมีถึง 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง และอีก 2 ใน 10 ครัวเรือน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือสอง และควันบุหรี่มือสาม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ในอดีตเมื่อปี 2548 เคยมีการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในบ้านมาแล้ว แต่อัตราการสูบบุหรี่ในบ้านลดลงช้า จึงเห็นว่าต้องเพิ่มการรณรงค์ให้มากขึ้น เพราะบุหรี่ คือ สิ่งเสพติดตัวแรกที่เด็ก ๆ จะใช้ จากนั้นก้าวเข้าสู่สิ่งเสพติดอื่น ๆ
และอิทธิพลของควันบุหรี่มือสอง ที่ได้รับจากภายในบ้าน ยังส่งผลทางจิตวิทยาทำให้วัยรุ่นที่ไม่สูบบุหรี่มีโอกาสติดบุหรี่ถึง 1.4-2.1 เท่า นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ นับตั้งแต่ 30 วินาทีที่ได้รับควันบุหรี่ในคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคหัวใจ อาจเกิดอาการกำเริบจนหัวใจวายได้
ข้อมูลโครงการสำรวจสุขภาพประชากรไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า การที่เด็กอาศัยอยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่ ทำให้ป่วยหอบหืด จากการซักประวัติเด็กที่อาการ พบว่า 20.6% มีคนในบ้านสูบบุหรี่ห้องเดียวกับเด็กทุกวัน และ 15.8% มีคนในบ้านสูบบุหรี่
“ความรุนแรงของบุหรี่ไม่ต่างจากการทำร้ายร่างกาย เพราะการสูดดมสารเคมีสารพิษ จากบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เพียง 30 วินาที ทำให้เส้นเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงมีผลทันที ในคนเป็นหอบหืด และโรคหัวใจอาจเกิดหัวใจวายได้เลย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตีความว่าการสูบบุหรี่ เท่ากับทำร้ายร่างกายหรือไม่ เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ศ.นพ.ประกิต กล่าว
สอดรับกับข้อมูลของ รศ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ กุมารแพทย์ โรคระบบหายใจ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ครอบครัวของเด็กที่ป่วยหอบหืด หรือโรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อซักประวัติจะพบว่ามีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ ส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อ แต่คุณแม่ กลับระบุว่า คุณพ่อสูบบุหรี่นอกบ้าน ซึ่งคำว่า “นอกบ้าน” คือ “ระเบียง” หรือ “ภายในห้อง” แต่มีการเปิด “พัดลม” หรือ “แอร์” ทิ้งไว้
จุดนี้ก่อให้เกิดเป็น “ควันบุหรี่มือสอง” ทำให้ระคายทางเดินหายใจไม่ว่าจะคน หรือสัตว์เลี้ยง และยังกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ส่วนเด็กเล็กป่วยง่าย โรคหอบหืดกำเริบ หูอักเสบ และ ไอ-หวัดเรื้อรัง ส่วนในหญิงตั้งครรภ์ ส่งผลให้เด็กแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย ปอดพัฒนาได้อย่างไม่เต็มที และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแท้
ส่วน “ควันบุหรี่สาม” คือ อนุภาคขนาดเล็กของสารพิษ สารเคมีที่อยู่ในควันบุหรี่ที่พ่นออกมาตกค้างในสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นพื้นห้อง ระเบียง และเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ และหากเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ยังมีฝุ่น PM2.5 ตกค้างอีกด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือรถยนต์ ต้องไม่มีการสูบบุหรี่เลย และมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนสัมผัสเด็กเล็ก เพื่อป้องกันสารตกค้างจากควันบุหรี่
“เพราะเด็กต้องหายใจอากาศเดียวกันร่วมกับผู้ใหญ่ ในขณะที่ผู้ใหญ่หายใจ 12-20 ครั้งต่อนาที แต่เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ เพราะปอดและภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาเต็มที่ อยู่ที่ 40-50 ครั้งต่อนาที ฉะนั้นเมื่อเด็กสูดอากาศเข้าไปย่อมได้รับสารพิษจำนวนมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งกลุ่มเด็กที่เสี่ยงได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากที่สุด คือ เด็กป่วยโรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และเด็กที่คลอดก่อนกำหนด” รศ.พญ.หฤทัย กล่าว
ยิ่งตอกย้ำเมื่อนายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ชี้ให้เห็นภาพว่า ลักษณะบ้านในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายในพื้นที่แคบ โอกาสสูบบุหรี่นอกบ้านแถบไม่มี ทุกกิจกรรมจึงทำร่วมกันภายในบริเวณบ้าน ทั้งการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสูบบุหรี่นอกบ้าน จากการสำรวจสถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) ของกรุงเทพเทพมหานครทั้ง 8 แห่ง ระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. 2569 จากเด็กจำนวน 222 คน พบว่า มี 97 คน ที่มีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ เป็นพ่อสูบบุหรี่ถึง 58.3% รองลงมาคือ ลุง/ป้า 10.8% และปู่/ย่า 9.4% นอกจากนี้ยังพบว่า มีเด็กถึง 87 คน ป่วยโรคทางเดินหายใจ เป็นทั้งหวัด มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และมีเด็กอีก 3.1% ที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นหอบเหนื่อย หรือต้องพ่นยา
นอกจากนี้ ยังพบว่า บุหรี่ที่นิยมสูบยังเป็นบุหรี่มวน มากที่สุด 73.4% รองลงมาคือ บุหรี่ไฟฟ้า/Pod 15.8% และผู้ที่สูบมากกว่า 1 ชนิด มีมากถึง 8.6%
กระบวนการหนุนเสริมให้คนในครอบครัวเลิกสูบบุหรี่นั้น ทางสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน จะร่วมศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. จัดกิจกรรมรณรงค์ถึงบ้านให้ครอบครัวที่มีการสูบบุหรี่ตระหนักและเข้าใจพิษภัยบุหรี่ จากนั้นบำบัดคนสูบบุหรี่ในครอบครัวถึงบ้าน หากสามารถเลิกบุหรี่ได้จะได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ
“ความกังวลในขณะนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องสุขภาพของเด็ก แต่เด็กวัย 3-5 ปี พบเห็นคุ้นชินการสูบบุหรี่ ในเชิงจิตวิทยาก็มีโอกาสเติบโตเป็นคนสูบบุหรี่ได้ในอนาคต ความท้าทายไม่ใช่แค่ต้องทำให้บ้านปลอดบุหรี่อย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้ปกครอง ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเลิกบุหรี่ด้วย ซึ่งเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่าย” นายกชกร กล่าว
ด้านนายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อํานวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยอมรับว่า “บ้าน” และ “พื้นที่ส่วนบุคคล” ยังเป็นช่องโหว่ ของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ที่ไม่สามารถเข้าไปบังคับใช้ได้โดยตรง เนื่องจากติดข้อจำกัดสิทธิความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้กลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก คนสูงอายุ และคนตั้งครรภ์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ยังต้องตกเหยื่อควันบุหรี่
เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ที่จะมาใช้แก้ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ จากควันบุหรี่แต่ไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ในบ้านได้ ฉะนั้นการใช้กฎหมายเข้าไปแทรกแซงเรื่องในบ้านซึ่งทำได้ยาก แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ถือว่าควันบุหรี่ในบ้านเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งเช่นกัน หากดูความเป็นไปได้ของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ในมาตรา 4 ระบุว่า การกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือสุขภาพ ที่มีเจตนากระทำกับคนในครอบครัวให้ถือเป็นความรุนแรงแบบหนึ่ง
“มิติสุขภาพกับมิติความรุนแรงในครอบครัวไม่แตกต่าง จากการทำร้ายร่างกาย หรือ ล่วงละเมิดทางเพศ เพราะควันบุหรี่ ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่ “พ่อ” หยิบยื่นให้ “ลูก” “คนในครอบครัว” หยิบยื่นให้กับ “สมาชิกในครอบครัว” ถ้าการสูบบุหรี่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะเราอาจหลบเลี่ยงได้ แต่ภายในบ้าน ยังต้องรับควันบุหรี่ที่มาจากคนในครอบครัว” นายจิระวัฒน์ กล่าว
ด้าน นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีนโยบายบ้านปลอดบุหรี่โดยตรง แต่จะนำไปขับเคลื่อนในศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ปีงบประมาณ 2570 พร้อมจัดทำหลักสูตร “บ้านปลอดบุหรี่” และขยายผลต่อในหลักสูตรโรงเรียนครอบครัว โดยตั้งเป้านำร่อง 33 พื้นที่ 20 จังหวัด ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายโดยตรงว่า สูบบุหรี่ในบ้านผิด พ.ร.บ.อะไร แต่อาจใช้เรื่องผู้ปกครองหากใช้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีซื้อบุหรี่ก็สามารถเอาผิดผู้ปกครองได้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวนั้น ยังไม่มีความชัดเจนถึงผลกระทบจากการโดนควันบุหรี่ คงต้องดูว่ากระทบต่อสุขภาพอะไรอย่างไร” นางฐาณิชชา กล่าว
ด้านดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นคนต่อต้านบุหรี่ เพราะเป็นภูมิแพ้อย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลย ยิ่งบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการโฆษณา ไม่อันตรายเท่าบุหรี่จริง และไม่มีนิโคติน แต่ในความจริงแล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัว ยืนยันได้เลย เพียงแค่ได้กลิ่นบุหรี่ไฟฟ้าเสียงหายทันที ทำให้ตระหนักว่า ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่รูปแบบไหนล้วนมีผลกระทบกับร่างกายทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันในบทบาทของอาสาสมัครทำกิจกรรมกู้ภัย รวมถึงบทบาทความเป็นแม่ของลูก ๆ หลายคนในมูลนิธิฯ จะสอนเสมอว่า “สูบบุหรี่ไม่เท่ห์หรอก” อยากเท่ห์ ต้องทำความดี การเท่ห์ต้องมาจากการใช้ชีวิตไม่ใช่การสูบบุหรี่ให้ใครเห็น
“ในบทบาทการทำงานกู้ภัยเจอคนสูบบุหรี่ ก็จะบอกให้เลือกถูกทิศทางลมให้ดีก่อนสูบ เพราะมันกระทบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ ส่วนในบทบาทของแม่ของลูก ๆ จะพร่ำสอนเสมอ สูบบุหรี่ไม่เท่ห์ ไม่มีเสน่ห์ และ บุหรี่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยาเสพติดอื่น ๆ เช่น กัญชา จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงและสะใจมากขึ้น ซึ่งผลของการเตือนดีใจที่ลูก ๆ ในมูลนิธิ ค่อย ๆ ถอยห่างจากบุหรี่ และเลิกสูบบุหรี่ได้ในที่สุด” ดร.ปนัดดา กล่าว
แม้ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายมาป้องปรามการสูบบุหรี่ใน “บ้าน” แต่ ผลลัพธ์ “สุขภาพของคนในบ้าน” สะท้อนออกมาชัดเจนว่า ถึงเวลาต้องเลิกทำลายสุขภาพของคนในบ้านได้แล้ว และควรทำให้ “บ้านปลอดควันบุหรี่”
ที่มา : งานเสวนาสื่อมวลชนหัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า”



