“อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” บิ๊กโปรเจค ตัดวงจร “เด็กอ้วน” สร้างความรอบรู้สุขภาพ-รู้เท่าทันสื่อ ลดโรค NCDs โดย สสส.

อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” บิ๊กโปรเจค ตัดวงจร “เด็กอ้วน”

สร้างความรอบรู้สุขภาพ-รู้เท่าทันสื่อ ลดโรค NCDs

“อ้วน จ้ำม่ำ” นิยามความน่ารักฉบับเด็ก ๆ ที่บ่มเพาะ กลายเป็น “ผู้ใหญ่อ้วน” ในวันหน้า หนทาง “หยุด” ความอ้วนลุกลาม จึงต้องเริ่มตั้งแต่ตระหนักรู้ – รู้จักเลือกอาหารและเครื่อง ก่อนหยิบจับมาบริโภค นับเป็นความรอบรู้อย่างง่ายแต่ทำได้ยาก เพราะมักถูกกลยุทธ์ทางการตลาดของสินค้าทำไขว้เขว ดังนั้น ต้องสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้ามาสกัดกั้น

ในงานเสวนา “เด็กไทยกับวิกฤต NCDs: เมื่อการตลาดอาหารกำลังกำหนดพฤติกรรมสุขภาพ” และ “สื่อจะช่วยปกป้องเด็กจากอาหารและเครื่องดื่มเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพได้อย่างไร?” จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย (Thailand NCD Alliance: TNCDA)

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า  ปัจจัยโรคอ้วนยิ่งเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้โรค NCDs เพิ่มตาม ประกอบกับอิทธิพลจากสื่อการตลาด บวกกับวิถีชีวิต พฤติกรรมอยู่กับหน้าจอ  หรือแม้แต่ค่านิยมการเลี้ยงลูกบุตร-หลาน ให้มีรูปร่างลักษณะ “จ้ำม่ำอ้วน” เป็นความน่ารักแบบฉบับของเด็กแต่กลายเป็นภัยร้ายแฝง เพราะเด็กอ้วนในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่อ้วนในวันหน้า

จากรายงานสถานการณ์โรคอ้วน  World Obesity Atlas ปี 2567  โดยสหพันธ์โรคอ้วนโลก พบเด็กไทย 1 ใน 3 คน มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน สอดคล้องกับข้อมูลบน ระบบ DoH Dashboard กรมอนามัย พบเด็กไทยอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มสูงขึ้น จาก 9.33% ในปี 2557 เป็น 13.12% ในปี 2567

สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น รับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม และพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งสหพันธ์โรคอ้วนโลก คาดการณ์ว่า ในปี 2578 จำนวนเด็กอ้วนในไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 61% สะท้อนว่า ภายใน 15 ปีข้างหน้า เด็กไทยจำนวนหนึ่งอาจต้องเผชิญกับภาวะอ้วน นำไปสู่การเจ็บป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และกระทบการอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตดีระยะยาว  ดังนั้น การสร้างเกราะป้องกันให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเท่าทันสื่อ ทำให้เด็กมีจิตสำนึกต่อการบริโภคอาหาร จึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ต้องให้เด็กรู้เท่าทันสื่อการตลาด ทั้งสื่อออนไลน์ และออฟไลน์ เพราะหากเด็กมีความเข้าใจก็จะรู้จักการเลือกบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ แก่ตัวเอง และความรอบรู้ด้านสุขภาพเหล่านี้ เมื่อเด็กเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ จะสามารถเลือกบริโภคอาหารทั้ง หวาน มัน เค็มได้อย่างเหมาะสม” นางญาณี กล่าว

               ดร.พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  จากสัดส่วนทั้งเด็กอ้วน และผู้ใหญ่อ้วน ที่เพิ่มมากขึ้น ลำพังมาตรการอาหารในโรงเรียน หรือ แม้แต่ฉลากโภชนากการอาจไม่เพียงพอกับการเป็นเกราะคุ้มกันภาวะอ้วน  จึงต้องมีมาตรการอื่น ๆ ร่วม โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มาตรการให้ประสิทธิผลที่ดีที่สุด คือ กฎหมายควบคุมการตลาดอาหารของเด็กไม่ว่าจะเป็นอาหาร และเครื่องดื่ม จึงได้เกิด ร่าง “พ.ร.บ.ควบคุมตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก…” ขึ้น  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์  และพิจารณาตัวร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

โดยเนื้อหาของ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กนั้น ครอบคลุมตั้งแต่ รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ต้องไม่มีฉลากที่ดึงดูดใจเด็ก ทั้งไม่มีรูปตัวการ์ตูน หรือ เซเลปเด็ก เชิญชวนให้รับประทาน เพราะเท่ากับสื่อสารเชิญชวนให้กลุ่มเด็กด้วยกัน เลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ  รวมไปถึงการทำโปรโมชัน ลด แลก แจก หรือ ซื้อ  1 แถม  1 เพราะเป็นการเชิญชวนผู้ใหญ่ สนับสนุนให้เด็กบริโภคเกินจำเป็น และยังครอบคลุมไปถึงการจำกัดโปรโมชันในสินค้าอาหาร และเครื่องดื่ม ที่ไม่มีการปรับสูตรลดความหวาน และเค็ม (โซเดียม) ไม่สามารถทำได้ เท่ากับเป็นการเพิ่มช่องทางการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มขึ้นในท้องตลาด

ซึ่งเท่ากับว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว ได้สร้างความเท่าเทียม ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านอาหารทุกขนาด ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็ก ไม่จำเป็นต้องมาลงทุนกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ แต่ให้มุ่งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ

“การปรากฎภาพลักษณ์ของเหล่าฮีโร่ ตัวการ์ตูน ดาราเด็ก หรือคนดังที่เด็ก ๆ ชื่นชอบอยู่บนสินค้าก็เท่ากับเป็นการสื่อสารให้เลือกซื้อสินค้านั้น ๆ รวมถึงการลดราคา หรือ ซื้อ 1 แถม 1 บ่มเพาะการบริโภคเกินจำเป็น เพียงเพราะแค่ราคาถูก และอยากมีสินค้าเก็บไว้ใกล้ตัว ผู้ใหญ่ซื้อมา คนบริโภคก็เป็นเด็ก” ดร.พญ.สายพิณ กล่าว

ดร.พญ.สายพิณ ยังกล่าวอีกว่า กลยุทธ์ตลาดอาหารเด็กมีความซับซ้อนมาก ดังนั้น ต้องอาศัยมาตรการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ทั้งการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ฉลากโภชนาการที่เข้าใจง่ายทันทีในเด็กเล็ก การสอนเด็กอ่านฉลากมาตรการภาษีทั้งหวาน และเค็ม  และจากการหารือกับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ ก็สะท้อนว่า ภาครัฐควรสื่อสารความรอบรู้ด้านสุขภาพประชาชนมากขึ้น

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูกับผู้ประกอบการอาหาร แต่ต้องการคุ้มครองเด็ก และประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า สุขภาพคนไทยแข็งแรงลดโรค NCDs  ที่ปัจจุบันมีอัตราค่ารักษาพยาบาลที่สูง เข้าใจมุมของผู้ประกอบการที่ระบุว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ที่ต้องสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ เพราะผู้ประกอบการทำหน้าที่แค่ผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยเท่านั้น ไม่ได้มีการบังคับประชาชนให้ซื้อ ก็เหมือนกับ ภาษีความหวาน ที่ถูกต้านในช่วงแรก แต่ท้ายที่สุดข้อมูลจากกรมสรรพาสามิต ระบุว่า สามารถเก็บภาษีจากความหวานน้อยลง หมายความว่า อุตสาหกรรมอาหารมีการปรับตัว เกิดผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มมากขึ้น” ดร.พญ.สายพิณ กล่าวทิ้งท้าย

สอดคล้องกับความเห็นของ นางจุฑารัตน์ พรเวียง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเปียง (รัฐบำรุง) จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า อยากให้โรงเรียนไม่มีอาหารที่เป็นอันตรายกับเด็ก หวังว่าหาก พ.ร.บ. ควบคุมตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก เกิดขึ้นจริง จะช่วยคุ้มครองเด็ก ๆ ให้ปลอดภัยในการบริโภคอาหาร พร้อมสะท้อนเรื่องตราสัญลักษณ์เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค ควรเป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เหมือนตราฮาลาล ที่เห็นปุ๊บเข้าใจได้ทันที

ขณะเดียวกันก็หวังว่า สินค้าสุขภาพที่ผ่านการแปรรูปน้อย หรือ ผลิตภัณฑ์ในชุมชนท้องถิ่น จะเข้าไปอยู่ในร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นทางเหลือให้กับเด็ก ๆ

“เด็กเล็กมักมีคำถามว่า ขนมอันนี้ผมทานได้ไหม เมื่อเราเห็นตราฮาลาล แม้ไม่ใช่คนอิสลามก็ตอบว่าทานได้ทันที ดังนั้น ฉลากโภชนาการควรทำให้ง่ายในการสื่อสารแบบนี้ เพราะเด็กเล็กไม่สามารถเข้าใจได้ทันที ว่าน้ำตาล โซเดียมปริมาณเท่าใดแค่มีตราให้รู้ ไม่จำเป็นต้องสอนให้เยอะแยะแต่เด็กเล็กเข้าใจทันที” นางจุฑารัตน์ กล่าว

               ด้านนางสาววิสุทธิรี หมาดตาเร๊ะ เครือข่ายผู้ปกครอง กล่าวว่า ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนลูกในการเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน เมื่อลูกมาบอกว่าเข้าร่วมกิจกรรมลดน้ำหนัก ในโครงการ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ก็เห็นพฤติกรรมการรับประทานของเค้าเปลี่ยนไปลดปริมาณของทอดลง และบอกแม่ให้ปรุงอาหารลดการใช้น้ำมัน ขณะเดียวกันเมื่อเข้าร้านสะดวกซื้อก็จะชัดชวนลูกคุย และให้เงินในปริมาณจำกัด ทำให้เกิดการคบคิดการใช้จ่ายในการซื้อสินค้ามาบริโภค ที่ทำอย่างไรจะได้ทั้งสินค้าที่ปลอดจากปัจจัยทำให้เกิดภาวะอ้วน และได้สินค้าในราคาที่เหมาะกับวงเงิน

               เช่นเดียวกับเด็กหญิงศุภรัตน์ นวลอินทร์ ตัวแทนเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ได้นำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” มาปรับใช้กับวิถีชีวิตของตนเอง ทำให้ทุกคนนี้ รับประทานข้าววันละ 3 มื้อ และทานอาหารตรงเวลามากขึ้น ได้รับการฝึกฝนสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพด้วยการอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งในการเลือกซื้อสินค้าที่ร้านสะดวกไม่ได้หยิบหรือซื้อทันทีเหมือนในอดีต และรู้จักการแบ่งการบริโภคขนมต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้สามารถแบ่งปันขนมกับเพื่อน ๆ ได้ และได้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

               ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ และการรู้เท่าทันสื่อ ลำพังเพียงฉลากโภชนาการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจไม่สามารถทำให้เด็กเล็กสามารถเข้าใจได้ทันที ว่าสามารถบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้หรือไม่ และควรบริโภคในปริมาณเท่าใด เพราะกราฟิกตารางฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์อาหาร ยังเป็นเรื่องยากต้องอาศัยการคำนวณ และความเข้าใจด้านโภชนาการ ดังนั้น ควรปรับให้ง่ายแก่การเข้าใจ ช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบของภาวะอ้วน และรู้จักวิธีเลือกรับประทานอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการ

โครงการ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ซึ่งเดินทางมาถึงปีที่ 6 แล้ว เน้นให้เด็กและเยาวชน  ร่วมสื่อสารกับเพื่อน สร้างความตระหนักรู้ห่างไกลโรคอ้วน บ่มเพาะความรอบรู้เท่าทันด้านสุขภาพ และเรื่องโภชนาการ นับเป็นรากฐานและเกราะคุ้มกันร่างกายอย่างดี  ที่ฮีโร่ทั้งหลายข้างกล่องอาหารไม่อาจช่วยได้ แต่เด็กจะป้องกันตัวเองได้ ต้องมีผู้ใหญ่ใส่เกราะคุ้มกันให้ก่อนจึงจะปลอดภัย

 

ที่มา : งาน มหกรรมการขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือภาคีสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายสุขภาวะ ภายใต้โครงการรู้เท่าทันสื่อ เท่าทันสุขภาพ เพื่อโภชนาการสมวัยสำหรับเด็กและเยาวชน

Categories: ข่าวสารกิจกรรม