ปลุกสติตื่นรู้ “สุขภาพดีวิถีใหม่” ผสานพลัง ขจัด NCDs อย่างยั่งยืน
จุดเริ่มต้นของการมอบรางวัลต้นแบบสุขภาพดีวิถีธรรม วิถีไทย สู่นโยบายระดับชาติ ที่ยกระดับชูความสำเร็จของการลดโรค NCDs ใน 13 จังหวัด 17 อำเภอ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิอุทัยสุดสุข ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด กลับเป็น จุดเริ่มต้น ของการปลุกจิตสำนึกคนอายุน้อยให้โตไปไม่เป็นคนป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า จากโครงการยกระดับกลไกและเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพดีวิถีใหม่ วิถีธรรม วิถีไทย วิถีเศรษฐกิจพอเพียง สู่นโยบายระดับชาติ 2567-2569 ส่งให้กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยโรค NCDs ที่เข้าร่วมโครงการ กว่า 1,580 คน สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ถึง 84.5% ระดับความดันโลหิตลดลง 92% พบว่า มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของการใช้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างเสริมสุขภาพ
จากการเก็บข้อมูลความชุกของโรค NCDs ของคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป ในช่วงปี 2547-2568 พบ แนวโน้มการป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น ดังนี้ โรคอ้วน จาก 28.6% เพิ่มเป็น 45% หรือ คิดเป็น 27.4 ล้านคน โรคความดันโลหิตสูง จาก 22% เพิ่มเป็น 29% หรือคิดเป็น 17.5 ล้านคน และโรคเบาหวาน จาก 6.6% เพิ่มเป็น 10.6% หรือ 6.1 ล้านคน และยังนำมาซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท หากป้องกันได้จะช่วยลดทั้งความเจ็บป่วย และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ดังนั้น หากหยุดยั้งโรค NCDs ได้ตั้งแต่ก่อนป่วยด้วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจะช่วยป้องกันการเกิดโรค ได้มากถึง 80%
นอกจากนี้หากในครอบครัว มีคนป่วยโรค NDCs แล้ว คนอื่น ๆ ในครอบครัวมีโอกาสเสี่ยงป่วยด้วยเช่นกัน เพราะรับประทานอาหารในลักษณะคล้ายคลึงกัน ใช้ชีวิตเหมือนกัน ดังนั้น ต้องมีการหยุดยั้ง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากเปลี่ยนการรับประทานอาหารภายในบ้าน หรือเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต คนในบ้านก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนตาม
“ต้องทำให้คนอายุน้อยตั้งเป้าหมาย โตไปไม่ป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูง เช่น คนอายุ 25-30 ปี ที่เริ่มมีอัตราป่วยเบาหวานไม่ถึง 5% ต้องไม่เติบโตเป็นคนอายุ 45 ปี ที่ป่วยเบาหวาน 13 % ต้องปลุกความคิดดูแลสุขภาพของตัวเองก่อเกิดโรคถึง 10 ปี และต้องมีการส่งเสริมการดูแลสุขภาพลงไปในงานขององค์กรด้านสาธารณสุขปกติ ด้วยงบประมาณปกติ” นพ.เฉวตสรร กล่าว
ส่วนการสร้างวงจรความหวังในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อสู่เป้าหมายสุขภาพที่ดีนั้น พญ. แสงเดือน แสงสระศรี รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ กล่าวว่า การจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงสุขภาพ และห่างไกลโรค NCDs ไม่ง่าย เพราะไม่เช่นนั้น คนไทยหลายคนคงห่างไกลโรคนี้ไปแล้ว ดังนั้น ขั้นตอนแรกต้องเข้าใจ ว่าพฤติกรรมของคนเรา เป็นเสมือนวงจรชีวิต ที่ต้องเริ่มจาก “ยอมรับ” ความเป็นจริงของสุขภาพ จากนั้น ค่อยเริ่มเข้าสู่กระบวนการ “เปลี่ยนแปลง” แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคนเรามุ่งมั่นสักพัก ก็จะเข้าสู่โหมด “เบื่อหน่าย” จากนั้นไม่นานจะเข้าสู่โหมด “ล้มเลิก” ดังนั้น ต้องคอยกระตุ้นย้ำเตือนอย่างสม่ำเสมอ โดยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่จะต้องเข้าไปหาประชาชน หรือเมื่อประชาชนมาพบต้องคอยหมั่นให้คำแนะนำ ด้านสุขภาพ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
“กว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ต้องไปบ้านประชาชนไม่ต่ำกว่า 10 หลัง และยังต้องเผชิญกับความท้อแท้และล้มเลิกระหว่างทางก็ต้องหมั่นให้กำลังใจ และกระตุ้นเตือน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดโรค NCDs ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย” พญ. แสงเดือน กล่าว
ส่วนการใช้หลักศาสนาเข้ามาเชื่อมโยงกับการลดโรคนั้น พญ. แสงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าทุกคนล้วนมีศรัทธาและความเชื่อ ทุกศาสนาล้วนสอนให้ทุกคนเป็นคนดี และในแนวทางปฎิบัติในการดูสุขภาพไปด้วย โดยอาจนำหลักศาสนาเข้ามามีส่วนช่วยในการผสมผสานเกิดการสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งในอนาคต อาจมีการประสานกับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้มีส่วนช่วยในการสร้างสุขภาพที่ดีในศาสนสถานเพิ่มมากขึ้น
ด้าน ดร.วิไลลักษณ์ เรืองรัตนตรัย นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดทำร่างแผนบูรณาการสร้างเสริมสุขภาพดีวิถีไทย ฉบับที่ 2 ปี 2571-2575 นั้นเป็นการถอดบทเรียน จากแผนฉบับที่ 1 และนำมาปรับและพัฒนาการดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ให้มากขึ้น จาก 13 จังหวัด เป็นทั่วประเทศ และมีเป้าหมายให้ประชาชนตระหนักรู้เรื่องสุขภาพ เกิดการปรับเปลี่ยนสุขภาพแบบวิถีไทยด้วยตนเอง พร้อมยกระดับบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ นำระบบดิจิทัล เข้ามาใช้ สร้างการเข้าถึงระบบบริการอย่างทั่วถึง ครอบคลุมมากขึ้น และเกิดการสร้างภาคี รวมถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เช่น การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพ หรือเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกาย หรือ การสร้างทัศนียภาพ หรือ อากาศที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ของสภาพัฒน์ฯ ที่มุ่งหวังให้ทุกคนบนแผ่นดินไทย ขับเคลื่อนสุขภาพดีด้วยวิถีไทย และเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยให้เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ปี
นางอุบลรัตน์ มิตรราช บุคคลต้นแบบสุขภาพดีวิถีธรรม วิถีไทย จาก รพ.สต.บ้านสายดงยาง จ.พิจิตร บอกเล่าว่า จะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เดิมเป็นสาวร่างอวบอ้วน และมีน้ำหนักตัวมาก 83 กิโลกรัม แต่ในปี 2560 ตรวจพบโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง จึงตัดสินใจควบคุมอาหารด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนได้เข้าร่วมโครงการ “ยกระดับกลไกและเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนสุขภาพดี วิถีธรรม วิถีไทย สู่นโยบายระดับชาติ” ในปี 2563 ทำให้สามารถค่อย ๆ เริ่มปรับตัวเปลี่ยนตัวเองด้วยการใช้หลัก 3 ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม) 3 อ. (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์) และ 1 น. (นาฬิกาชีวิต) ทำให้สามารถลดน้ำหนักลงเหลือ 50 กิโลกรัม และยังลดการใช้ยาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มานานกว่า 1 ปี 6 เดือนแล้ว เพราะค่าน้ำตาล และความดันโลหิต กลับมาเป็นปกติได้ถึง 2 ปี
จุดเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ทุกอย่างต้องเริ่มจากทำให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน เหมือนกับนาฬิกาชีวิต ในส่วนการปรับลดรับประทานอาหาร ไม่เหมือนกับถ่ายภาพอาหารรายงานส่งให้กับเทรนเนอร์ในทุกวัน เพียงแต่จะใช้การประมวลความรู้ที่ได้รับจาก เจ้าหน้าที่ รพ.สต.บ้านสายดงยาง และอิงกับผลการเจาะเลือดปลายนิ้ว ที่ปรากฏเป็นหลักฐานทุก ๆ 3 เดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่ รพ.สต.จะทำหน้าที่เสมือนโค้ช ให้คำแนะนำที่เหมาะสม เมื่อพบค่าน้ำตาลไม่ลด หรือความดันโลหิตพุ่งสูง และให้ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และใช้สติกำกับทุกครั้งที่รับประทานอาหาร
“ได้คำแนะนำจากพี่ ๆ รพ.สต.บ้านสายดงยาง ก็ปรับมาเรื่อย ๆ เช่นการเลือกรับประทานแป้ง โปรตีน ของหวานในปริมาณที่เหมาะสม อะไรควรทานเยอะ อะไรควรทานน้อย เน้นการสร้างสติ คิดวิเคราะห์ ก่อนรับประทานอาหาร ซึ่งอิงมาจากหลักพุทธศาสนา ที่สอนให้คนเรามีสติรู้ตัว และรู้จักคิดวิเคราะห์ ตามหลัก โยนิโสมนสิการ และในทุก ๆ วันหันมาออกกำลังกาย เวทเทรนนิ่ง สควอท ในช่วงเย็น ส่วนช่วงเช้า หลังตื่นนอน นั่งสมาธิ เพื่อเรียกสติ” นางอุบลรัตน์ กล่าว
แง่คิดมุมมองการมีสุขภาพดี ที่เน้นพึ่งพาตนเองเป็นหลัก รู้เท่าทัน ปรับพฤติกรรมสุขภาพของตัวเอง และนาฬิกาชีวิต ทั้งการรับประทาน การใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตแบบไทยๆ ดีกว่า ทั้งชีวิต คิดพึ่งหมอ และโรงพยาบาลอย่างเดียว
ที่มา : งานโครงการยกระดับกลไกและเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพดีวิถีใหม่ วิถีธรรม วิถีไทย วิถีเศรษฐกิจพอเพียง สู่นโยบายระดับชาติ 2567-2569



