“เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวก็ยิ้มได้ โดย สสส.

เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวก็ยิ้มได้

การเติบโตของเด็กคนหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่เพียงลำพัง แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และผู้คนที่ช่วยกันประคับประคองให้เด็กได้เติบโตอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

ท่ามกลางสังคมที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ทั้งปัญหาครอบครัวเปราะบาง สารเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า การพนันออนไลน์ และความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” จึงไม่ใช่เพียงคำกล่าวที่สวยงาม แต่กำลังกลายเป็นคำตอบสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนจากพื้นที่จริง พร้อมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่สร้างระบบสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนสามารถดูแลเด็กได้อย่างยั่งยืน

สถานการณ์เด็กไทยในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ข้อมูลผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบว่า เด็กอายุ 10-14 ปี มีพฤติกรรมสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปี 2563 เป็น 8.5% ในปี 2568 ขณะที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 1.2% เป็น 7.1% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ผลสำรวจความไม่พร้อมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กของครัวเรือนไทย ปี 2568 ยังพบว่า เด็กเล็กถึง 42.5% อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อมหน้า ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวถึงทิศทางของ สสส. ต่อการสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวว่า การพัฒนาเด็กไม่สามารถมองเฉพาะตัวเด็กได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กผ่านความร่วมมือของครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่

ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2562 ได้เกิดพื้นที่ต้นแบบใน 7 จังหวัด มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดและตำบล พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองและช่วยเหลือเด็กเป็นรายกรณี ส่งผลให้เด็กและครอบครัวได้รับประโยชน์กว่า 14,730 คน เด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้รับการช่วยเหลือ 1,712 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้นถึง 73.95% และความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น 67%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อชุมชนมีบทบาทในการดูแลเด็ก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะเด็กคนหนึ่ง แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัวและชุมชนโดยรวม

หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่น่าสนใจ คือ จังหวัดลำปาง ซึ่งขับเคลื่อนงานผ่านโครงการ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ”

อ.พันธ์ศักดิ์ คำแก้ว ประธานคณะทำงานศูนย์เรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดลำปาง เล่าว่า การทำงานเริ่มต้นจากการให้คนในชุมชนเป็นผู้เก็บข้อมูลสุขภาวะของเด็กและเยาวชน เพื่อนำมาวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของปัญหา ก่อนเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมมาร่วมกันออกแบบแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

“หัวใจสำคัญคือการให้ชุมชนเป็นเจ้าของปัญหาและร่วมกันออกแบบคำตอบ ทีมจังหวัดทำหน้าที่เพียงพี่เลี้ยง เมื่อชุมชนเข้มแข็งก็สามารถบริหารจัดการและขับเคลื่อนงานต่อได้ด้วยตัวเอง”

ความสำเร็จของแต่ละตำบลจึงแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ ตำบลพระบาทสร้างลานเล่นสร้างสรรค์สำหรับเด็ก ตำบลปงแสนทองใช้พลังของวัดและพระสงฆ์ในการเยียวยาครอบครัว ขณะที่ตำบลเสริมซ้ายพัฒนาระบบดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกำลังเตรียมผลักดันเป็นนโยบายระดับจังหวัดเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

อีกหนึ่งตัวอย่างจากจังหวัดตรัง สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้

นางอำพร ไชยมล ผู้ประสานงานครอบครัวยิ้มตำบลตะเสะ จังหวัดตรัง เล่าว่า ทีมชุมชนลงพื้นที่เยี่ยมบ้านครอบครัวที่มีเด็กเล็ก พร้อมมอบ “โปสเตอร์ตารางติดดาว” และกล่องของเล่นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายในบ้าน กิจกรรมดังกล่าวช่วยให้เด็กมีแรงจูงใจในการทำความดี ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้คำหยาบ และใช้เวลาเชิงบวกกับลูกมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัด “ลานเล่นสร้างสรรค์” บริเวณชายหาด เพื่อดึงเด็กออกจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เปิดพื้นที่ให้ได้เล่น เรียนรู้ และสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนในชุมชน

บทเรียนจากพื้นที่เหล่านี้สะท้อนว่า การพัฒนาเด็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่เริ่มได้จากการสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เด็ก ครอบครัว และชุมชนได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน

แนวคิด “ชุมชนนำ” จึงไม่ใช่เพียงกระบวนการทำงาน แต่คือการสร้างพลังให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง และร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กในระยะยาว

เพราะการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคน ไม่ใช่หน้าที่ของครอบครัวเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวก็จะยิ้มได้ เด็กก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต

สสส. และภาคีเครือข่าย ยังคงเดินหน้าผลักดันการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว ผ่านการเสริมพลังชุมชนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ “ครอบครัวยิ้ม” ไม่ใช่เพียงชื่อของโครงการ แต่เป็นภาพอนาคตของสังคมไทยที่ทุกคนร่วมกันสร้างได้อย่างยั่งยืน

ที่มา : เวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน”

เรื่องโดย : อัจฉริยา คล้ายฉ่ำ Team Content www.thaihealth.or.th

Categories: ข่าวสารกิจกรรม