ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เห็นจะเป็นเรื่องจริง เมื่อ AI กลายเป็นภัยใกล้ตัว โดย สสส.

ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เห็นจะเป็นเรื่องจริง เมื่อ AI กลายเป็นภัยใกล้ตัว

                  “บางอย่างที่ดูดีเกินจริง…อาจไม่จริงเลย” เมื่อโลกออนไลน์ไม่ได้น่ารักอย่างที่คิด และเด็ก ๆ ต้องการการปกป้องมากที่สุด…

                  ข้อมูลล่าสุดชวนให้ใจหาย เด็กประถมทั่วโลกกว่า 93% อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์ ขณะที่ในประเทศไทย มิจฉาชีพเริ่มใช้ AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอม หลอกขายบุหรี่ไฟฟ้า ชวนลงทุน สร้างข่าวลวง หรือแม้กระทั่งข่มขู่ทางเพศ และบางครั้งเหยื่อไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกล่ออยู่ในโลกที่ “ไม่เคยมีอยู่จริง”  และไม่ใช่แค่ข่าวที่อ่านแล้วเลื่อนผ่านได้อีกต่อไป

                  วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ เวที Safer Internet Day Thailand 2026 (SIDTH 2026) เปิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Too Good to be True : ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เห็นบนโลกออนไลน์จะเป็นเรื่องจริง”

                  งานนี้เกิดจากความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย สิ่งที่กำลังพูดถึง ไม่ใช่แค่ภัยออนไลน์ แต่คือชีวิตหนึ่งชีวิตของเด็กที่อาจเปลี่ยนไปตลอดกาลจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังหน้าจอ

                  ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดงานด้วยจุดยืนชัดเจนว่า ภัยไซเบอร์ในยุค AI ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป เขาประกาศยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมเดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ

                  ตั้งแต่การตัดวงจรบัญชีม้า–ซิมม้า ผ่านศูนย์ AOC 1441 การวางมาตรฐาน AI Governance รับมือ Deepfake การบังคับใช้ PDPA อย่างเคร่งครัด การกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

                  นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ชวนมองภาพใหญ่ของสังคม “เมื่อก่อน โจรต้องปีนเข้าบ้าน ล่วงละเมิดต้องเจอหน้ากันทางกายภาพแต่วันนี้ โจรเปลี่ยนรูปแบบมาอยู่ในโลกดิจิทัล” กลุ่มเปราะบางที่สุดคือ เด็ก และผู้สูงวัย

                  อ้างอิงรายงานของเครือข่ายอินโฮป (INHOPE) ที่พบว่า มีการแจ้งตรวจสอบสื่อต้องสงสัยกว่า 2.5 ล้านรายการและในนั้น เด็กอายุ 3 – 13 ปี เป็นเหยื่อถึง 93% รอยยิ้มใบหน้าของเด็กในห้องเรียนอาจกำลังถูกใครบางคนฉวยโอกาส  AI ถูกใช้ปลอมเสียงหมอ บิดเบือนข้อมูลบุหรี่ไฟฟ้า ปลอมใบหน้านักธุรกิจชวนลงทุน หรือแม้แต่สร้างภาพอนาจารจากภาพจริง เพื่อนำไปข่มขู่กรรโชก

                  สสส. ในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาวะทั้งกาย ใจ และปัญญา จึงตั้งคำถามว่า “แล้วสุขภาวะทางดิจิทัล เราจะดูแลอย่างไร” คำตอบคือ การที่ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันกฎหมายให้เท่าทันยุค สร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ  และสนับสนุนนวัตกรรมปกป้องเด็ก

                  นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย พูดด้วยความตรงไปตรงมา อินเทอร์เน็ตควรเป็นพื้นที่ให้เด็กเชื่อมต่อ เรียนรู้ และสร้างสรรค์ แต่สำหรับเด็กหลายคน มันกลับเป็นพื้นที่ของการกลั่นแกล้ง การล่วงละเมิด และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

                  ข้อมูลระบุว่า เด็กและเยาวชนกว่า 1 ใน 2 เคยถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ และในทุกห้องเรียนไทย มีเด็กประมาณ 3 คนที่เคยถูกล่วงละเมิดออนไลน์ ความก้าวหน้าของ AI ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถผลิตภาพปลอม และสื่อล่วงละเมิดทางเพศเด็กได้ง่ายขึ้น เด็กผู้หญิงจำนวนมากตกเป็นเป้าหมาย

                  “แม้ภาพจะถูกสร้างขึ้นจาก AI แต่มันทำให้การล่วงละเมิดเด็กดูเป็นเรื่องปกติและทำร้ายเด็กจริง ๆ ที่ถูกนำภาพไปใช้”

                  นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า โลกออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้น ไม่สามารถพึ่งพาเพียง “ความรู้เท่าทันของผู้ใช้” ได้อีกต่อไป ต้องมีกติกา ต้องมีระบบ และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง

                  ในงานนี้ สพธอ. สนับสนุนแนวคิด “Safety by Design” และนำเสนอกรอบกำกับดูแลดิจิทัลและ AI อย่างมีจริยธรรม โดยเฉพาะในภาคการศึกษา พร้อมเปิดตัวหลักสูตร AI & Digital Ethics for Educators เพื่อให้ครูและนักเรียนใช้ AI อย่างรับผิดชอบ

                  “อินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย คือความรับผิดชอบร่วมกัน” ประโยคสะท้อนความจริงว่า ไม่มีใครปกป้องเด็กได้ลำพัง

                  รศ.จุมพล รอดคำดี ประธานเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ภัยออนไลน์กำลังอยู่ในระดับวิกฤต 10 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา มีคดีออนไลน์กว่า 270,000 เรื่อง การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในไทยสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก  อีกทั้งมีการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมายกว่าหนึ่งแสนรายการ โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ เด็กจำนวนมากเข้าถึงการพนัน ติดเกม และเผชิญการล่อลวงทางเพศ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนว่าเราไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก

                  งาน SIDTH 2026 จึงไม่ได้มีแค่เวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ แต่จะขยายกิจกรรมไปยังราชบุรี สงขลา เชียงใหม่ และขอนแก่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลระดับพื้นที่ เพราะภัยออนไลน์ไม่เลือกจังหวัด และเด็กทุกคนควรได้รับการปกป้องเท่าเทียมกัน แนวคิดของงานปีนี้เตือนเราว่า “Too Good to be True” ถ้ามันดูดีเกินจริง อาจไม่ใช่เรื่องจริง

                  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของ “สุขภาวะ” ของเด็กไทยในโลกดิจิทัล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลควบคู่ไปกับการดูแลกาย ใจ และปัญญา เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างปลอดภัย ทั้งในโลกจริง และบนหน้าจอ

เรื่องโดย ภินันท์ชญา สมคำ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก เวที Safer Internet Day Thailand 2026 (SIDTH 2026)

Categories: ข่าวสารกิจกรรม