จากพื้นที่เสี่ยงสู่พื้นที่สร้างสรรค์ พลังชุมชนเปลี่ยนเกมยาเสพติด โดย สสส.

จากพื้นที่เสี่ยงสู่พื้นที่สร้างสรรค์ พลังชุมชนเปลี่ยนเกมยาเสพติด

                    เสียงกลองดังขึ้นกลางห้องประชุม เด็กและเยาวชนจากชุมชนวัดอัมพวาออกมาเชิดสิงโตที่ประดิษฐ์จากกล่องกระดาษบนเวที ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมตามจังหวะการแสดง

                    สิงโตจากกล่องกระดาษตัวนี้อาจดูเป็นเพียงการแสดงเล็ก ๆ ของเด็กในชุมชน แต่สำหรับหลายคนในพื้นที่ มันคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่ปัญหายาเสพติดเคยเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่าย

                    เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตท่ามกลางความเสี่ยงใกล้ตัว บางคนถูกผู้ปกครองใช้เป็นเด็กส่งยา ขณะที่ยาเสพติดอย่างยาบ้า กัญชา และกระท่อมยังเข้าถึงได้ง่ายในราคาเพียงหลักสิบบาท ใกล้เคียงกับค่าอาหารหนึ่งมื้อ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตปกติกับวงจรยาเสพติดของเยาวชนอยู่ใกล้เพียงก้าวเดียว

                    ด้วยความกังวลว่าจะเกิด “นักเสพหน้าใหม่” ผู้นำชุมชนและคนในพื้นที่ จึงเริ่มเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างฝึกทักษะและทำงานเป็นทีม การเชิดสิงโตที่เริ่มต้นจากอุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างกล่องกระดาษ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ อย่างมีพลัง

                    เรื่องราวของเด็ก ๆ จากชุมชนวัดอัมพวา  เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างการเปลี่ยน “พื้นที่เสี่ยง” ให้กลายเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” ด้วยพลังของคนในชุมชนและถูกนำมาแลกเปลี่ยนในเวที “ถ่ายทอดบทเรียนภาคประชาชนสร้างชุมชนสุขภาวะและพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน”

                    โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ได้นำมาเป็นตัวอย่างที่สามารถเปลี่ยน “พื้นที่เสี่ยง” ให้กลายเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์”  กำลังทำหน้าที่สะท้อนบทเรียนการทำงานในหลายชุมชนพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีพลังให้ปลอดภัยจากยาเสพติด

                    นายพิทยา จินาวัฒน์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดในไทยได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากอดีตที่เกี่ยวข้องกับฝิ่นและเฮโรอีน ต่อมากลายเป็นยาบ้าและยาไอซ์ ปัจจุบันพบการใช้สารเสพติดหลากหลายรูปแบบมากขึ้น รวมถึงการใช้แบบผสมผสาน เช่น กระท่อม กัญชา และสารกระตุ้นที่เข้าถึงได้ง่ายในคนอายุน้อยลงหลายพื้นที่

                    นายพิทยา ระบุว่า สสส. มุ่งสนับสนุนการลด “ความต้องการใช้ยาเสพติด” ผ่านการป้องกันและการบำบัดฟื้นฟู โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำคัญในการดูแลปัญหา พร้อมส่งเสริมการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชน การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนในพื้นที่

                    นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากสถานการณ์ยาเสพติด โดยเฉพาะแนวโน้มที่เด็กและเยาวชนเริ่มใช้สารเสพติดในอายุน้อยลง และมีการใช้สารเสพติดแบบผสมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยาเสพติดสังเคราะห์

                    นอกจากนี้ ยังพบการนำยาแผนปัจจุบัน เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ หรือยาคลายเครียด ที่หาซื้อได้ทางออนไลน์ มาใช้ในทางที่ เช่นความบันเทิงล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

                    นายวัชรพงศ์ ระบุว่า การแก้ปัญหายาเสพติดไม่สามารถพึ่งพาการปราบปรามหรือการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวได้ เพราะปัญหาเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคม วิถีชีวิต และความเหลื่อมล้ำ ฉะนั้น การป้องกันที่ยั่งยืนต้องอาศัยพลังของชุมชน เสริมให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาดูแลกัน พร้อมสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เป็นทั้งสถานที่และบรรยากาศของความไว้ใจ

                    แนวคิดการสร้างพลังชุมชนเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดกำลังถูกนำไปใช้ในหลายพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือ ชุมชนบ้านยางนม จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนางพิมลพรรณ เฉลยอาจ ผู้ใหญ่บ้านยางนม หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า

                    พื้นที่แห่งนี้เคยถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดงด้านยาเสพติดมานานหลายปี ก่อนที่คนในชุมชนจะเริ่มรวมตัวกันลุกขึ้นมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยปรับมุมมองจากการมองผู้ใช้ยาเป็น “ภาระ” มาเป็นการร่วมกันดูแลและฟื้นฟูคนในชุมชน

                    ชุมชนจึงนำกระบวนการ CBTx (Community Based Treatment) มาใช้ตั้งแต่ปี 2564 พร้อมเปิดพื้นที่ “บ้านหลังที่สอง” ในวัดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการบำบัด เด็ก และเยาวชน โดยจัดกิจกรรมร่วมกันทุกสัปดาห์ และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ป.ป.ส. สาธารณสุข และตำรวจ ปัจจุบันสถานการณ์ในชุมชนดีขึ้น และแทบไม่พบเด็กหรือเยาวชนเข้าสู่วงจรยาเสพติดเพิ่มขึ้น

                    อย่างน้อยอีกหนึ่งเสียงสะท้อนในเวทีถอดบทเรียนครั้งนี้ มาจาก “พี่วัฒนา” อดีตผู้ที่เคยเป็น “หัวจ่าย” ยาเสพติด และเคยต้องโทษในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด (Supermax) ก่อนจะมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง

                    แม้ช่วงแรกหลังพ้นโทษ จะต้องเผชิญทั้งการหางานที่ยากและสายตาจากคนรอบข้าง แต่การได้รับโอกาสและการสนับสนุน จาก สภาชุมชนคำเมย ต.ดูน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองและเริ่มต้นชีวิตใหม่

                    ปัจจุบันพี่วัฒนาในฐานะครูอาสาสมัครในชุมชน คอยเป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจผู้ที่พ้นโทษหรือกำลังต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากปัญหายาเสพติด โดยร่วมกับคนในชุมชนสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์และพื้นที่ปลอดภัย  เช่น การแสดงละครสะท้อนผลร้ายของยาเสพติด การตีกลอง การประดิษฐ์

                    นางรัตติกาล ทองเลาะ รองหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนซอยสมหวัง เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ เล่าว่า ในฐานะครู อาสาสมัครในชุมชน และแม่คนหนึ่ง เธอจึงไม่อยากเห็นเด็ก ๆ เติบโตท่ามกลางความเสี่ยงแบบที่เคยเห็นมา จึงชวนคนในพื้นที่หันมาทำงานเชิงป้องกัน เปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีบทบาทร่วม  เธอเชื่อว่า “พื้นที่ปลอดภัย” คือ ความไว้ใจระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น

                    จากสิงโตที่เริ่มต้นจากกล่องกระดาษของเด็ก ๆ ในชุมชนวัดอัมพวา และบทเรียนจากหลายพื้นที่สะท้อนว่า เมื่อชุมชนร่วมกันสร้าง “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า โอกาสที่พวกเขาจะก้าวเข้าสู่วงจรยาเสพติดก็ยิ่งลดลง

                    สสส. จึงเดินหน้าสนับสนุนการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชน เพื่อเสริมพลังให้คนในพื้นที่ร่วมกันป้องกันปัญหาและดูแลเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและอนาคตที่ห่างไกลจากยาเสพติดสำหรับคนรุ่นต่อไป

 

เรื่องโดย: พลอยไพลิน นราพงษ์ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก: เวทีถ่ายทอดบทเรียนภาคประชาชนสร้างชุมชนสุขภาวะและพื้นที่ปลอดภัย จากยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน

Categories: ข่าวสารกิจกรรม