จาก “จป.” สู่ผู้นำสร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรไร้ NCDs โดย สสส.

จาก “จป.” สู่ผู้นำสร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรไร้ NCDs

                    พบคนไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป เกือบครึ่งประเทศ อยู่ในภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน 45%  เสี่ยงป่วยด้วยความดันโลหิตสูง 29.5% แต่ที่น่าห่วงคือความเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตสูงถึง 5.7 ล้านคน สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารหวาน มัน เค็มเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงสังสรรค์ การสูบบุหรี่ ขยับตัวน้อย ความเครียดสะสม นอนหลับไม่เพียงพอ  สะสมเรื้อรังจนกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางสุขภาพ” คุกคามคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน

                    ทั้งนี้ เป็นผลจากสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567–2568 โดย  สสส. และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

                    จากสถานการณ์สุขภาพของคนวัยทำงานที่น่ากังวลดังกล่าว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “จป. ผู้นำการสร้างสุขภาวะองค์กร” ครั้งที่ 2  ให้ผู้บริหารสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) และเครือข่ายด้านความปลอดภัย ทั่วประเทศ กว่า 300 คน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต่อยอดการสร้างสุขภาวะในที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ 8 มกราคม 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว

                    นอกจากนี้ยังคาดหวังถึงการถูกผลักดันให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นผู้นำสร้างสุขภาวะในสถานประกอบการทั่วประเทศ ไม่เพียงดูแลความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ แต่ยังรวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนสุขภาพกายและใจของแรงงานอย่างยั่งยืนอีกด้วย

                    ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวเปิดเวทีว่า สุขภาพที่ดี คือ รากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยเฉพาะการป้องกันโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มคนวัย จะไม่เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง (NCDs)   แต่มีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

                    หากแรงงานมีสุขภาพแข็งแรง จะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน ลดการเจ็บป่วยก่อนวัยอันควรและเสริมความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

                    ทั้งนี้ ร.อ.สาโรจน์ ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของสถานประกอบการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ในฐานะกลไกสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดแรงงานมากที่สุด สามารถเป็นผู้นำในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพ ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและผลักดันการป้องกันโรค NCDs ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในระดับองค์กร

                    จากสถานการณ์ดังกล่าว นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มคนวัยทำงาน สะท้อนความจำเป็นในการปรับวิธีคิดด้านการดูแลสุขภาพแรงงาน ไปสู่การออกแบบระบบและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะอย่างยั่งยืน

                    ซึ่งในปี 2569 สสส. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนให้สถานประกอบการไทยเป็นองค์กรที่ “อยู่ยาวแบบมีพลัง” โดยวางแนวทางพัฒนาที่ทำงานให้ส่งเสริมสุขภาพคนวัยทำงานในระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบสภาพแวดล้อมที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต การป้องกันภาวะหมดไฟ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย มีโรงอาหารสุขภาพ การยกระดับทักษะรู้เท่าทันสุขภาพในยุคดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมองค์กรปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายร่วมกัน

                    ขณะเดียวกัน สสส. ยังเน้นแนวคิด Total Worker Health (TWH) ที่มองสุขภาพแรงงานแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และบริบทแวดล้อมควบคู่กับกรอบ “Happy Workplace” เพื่อสร้างระบบนิเวศสนับสนุนสุขภาพแรงงานอย่างยั่งยืน

                    หนึ่งในสถานประกอบการต้นแบบ นายรัชธัช จุลละจินดา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์ จำกัด เล่าว่า จากการที่บริษัทนำแนวคิด “Happy Workplace” ของ สสส. ไปปรับใช้ในกิจกรรมครอบคลุมทั้งงานและดูแลชีวิตประจำวันพนักงานทุกเจเนอเรชันในมิติกายและใจ

                    ยกตัวอย่าง ปรับพื้นที่ทำงาน ลดอาการออฟฟิศซินโดรม แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องโภชนาการและสุขภาพจิต รวมถึงชมรมออกกำลังกาย และ Happy Dance

                    ส่งผลให้พนักงานมีสุขภาวะโดยรวมดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ คือ น้ำตาลในเลือดลด 95%, ความดันโลหิตลด 62%, ดัชนีมวลกายกลับสู่เกณฑ์ปกติเพิ่ม 33% และความรู้ด้านสุขภาพจิตเพิ่ม 92% แสดงให้เห็นว่า การดูแลสุขภาวะแบบเข้าใจความแตกต่างของแต่ละเจเนอเรชันช่วยสร้างทั้งสุขภาพที่ดีและบรรยากาศการทำงานที่ทุกคนรู้สึกมีคุณค่า สามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ Baby Boomer ถึง Gen Z โดยออกแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของแต่ละวัย

                    นายรัชธัช ยังกล่าวถึงความท้าทายในการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่สามารถพึ่งการดูแลรายบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ที่ถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสร้างสุขภาวะขับเคลื่อนสู่การลดความเสี่ยง NCDs ภายในองค์กรอย่างแท้จริง

                    อย่างไรก็ตาม สสส. ยังเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานประกอบการทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิตแรงงานไทย เป้าหมายไม่ใช่แค่คนทำงานปลอดโรค แต่สามารถมีความสุขกับชีวิตและงานอย่างเต็มพลัง

Categories: ข่าวสารกิจกรรม