รวมพลังคนทำงาน สร้างอากาศสะอาดให้เป็นเรื่องของทุกคน
ฝุ่น PM2.5 กลายเป็นปัญหาหนึ่งของชีวิตประจำวันคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท เด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา สิ่งที่เจอไม่ใช่แสงแดดสดใส หากเป็นม่านสีขาวหม่นเหมือนหมอกจาง ๆ ที่แสบจมูก ที่เรารู้ดีว่า…มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติ แต่ คือ มลพิษ
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีคนไทยป่วยจากมลพิษทางอากาศแล้วกว่า 12.27 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลของธนาคารโลก ปี 2565 ชี้ว่า ฝุ่นพิษคร่าชีวิตคนไทยอย่างเงียบ ๆ และสร้างความสูญเสียทางสุขภาพคิดเป็นมูลค่ามหาศาล
เวทีที่ไม่ใช่แค่ประชุม แต่คือการชวนกัน “เปลี่ยนระบบ”
ปัญหานี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงเป็นที่มาของการสานพลังเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum #2) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) “เชื่อมคน เชื่อมข้อมูล และเชื่อมการทำงาน” ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.),กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร,สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร,มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย และศูนย์วิชาการ เพื่อออกแบบกลไกแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ
ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือปัญหาเชิงระบบ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าฝุ่น PM2.5 คือ มลพิษทางอากาศที่ร้ายแรงที่สุด และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน เพราะฝุ่นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวแต่มาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตร ป่าไม้ การขยายตัวของเมือง การคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และมลพิษข้ามพรมแดน เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว
“ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งแวดล้อม แต่มันกระทบทั้งระบบนิเวศ สุขภาพ และชีวิตของประชาชน พิษภัยมันร้ายแรงไม่ต่างจากโควิด โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ”
นายสุชาติย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นไม่ควรเป็นเพียงการตั้งรับเฉพาะช่วงวิกฤตแต่ต้องมองยาว ตั้งแต่การลดแหล่งกำเนิด ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคุมกิจกรรมที่สร้างมลพิษไปจนถึงการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาช่วยตัดสินใจเชิงนโยบาย ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ต้องให้ความสำคัญ และยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ใครสร้างมลพิษจนคนอื่นเจ็บป่วยต้องรับผิดชอบ
เขาเสนอให้มี หน่วยงานกลาง ทำหน้าที่เหมือนช่วงโควิด เพื่อกำหนดทิศทางชัดเจนว่า หน่วยงานไหนทำอะไร ใช้งบประมาณอย่างไร และทำงานร่วมกันจริง ไม่ใช่ต่างคนต่างตั้งงบ ต่างคนต่างทำ ต้องทำให้กฎหมายร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้ได้จริง รัฐบาลชุดต่อไปต้องเดินหน้าเรื่องนี้ให้จบ “เรามีข้อมูลแล้ว แต่ต้องเอามาใช้ให้เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง”
ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ชวนมองภาพรวมของสถานการณ์ว่า แม้ประเทศไทยจะมีงานวิจัย มาตรการ และนโยบายเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 มานาน แต่สถานการณ์กลับยังรุนแรง และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ปัญหาฝุ่นไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่มันกระทบสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง
สสส. ขอเป็น “ตัวเชื่อม” เชื่อมข้อมูล เชื่อมองค์ความรู้ และเชื่อมคนทำงานจากหลายภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล-วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ขับเคลื่อนนโยบาย เปิดพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อสร้างอากาศสะอาดร่วมกัน”
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลชัด คือการใช้ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA มาวิเคราะห์จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และทิศทางลม แล้วส่งต่อให้เครือข่ายในพื้นที่และสภาลมหายใจฯ นำไปใช้แก้ปัญหาจริง ยกตัวอย่าง “ปายโมเดล” และ “กาญจนบุรีโมเดล” ในช่วงปี 2567–2568 สสส. ได้นำร่องการทำงานใน 2 พื้นที่สำคัญ คือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ อำเภอไทรโยค–ศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อข้อมูลดาวเทียมชี้ชัดว่าจุดไหนเป็นต้นทางฝุ่น คนทำงานในพื้นที่ก็สามารถเข้าไปจัดการได้ตรงจุด ผลที่เกิดขึ้นจริง คือ ลดพื้นที่เผาไหม้ได้ 20–30% ลดฝุ่นในพื้นที่ปลายทางได้ประมาณ 10%
ในกรณี “ปายโมเดล” พบว่าต้นทางฝุ่นมาจาก ตำบลแปง การช่วยลดการเผาในพื้นที่ ทำให้อากาศในอำเภอปายดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วน กาญจนบุรี ซึ่งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ แต่ละปีเคยเผาไหม้มากกว่า 5 แสนไร่ สามารถลดการเผาลงเหลือราว 3 แสนไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นในกรุงเทพฯ ได้จริง
ปีนี้ สสส. เตรียมขยายการทำงานไปยัง 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน และลำปาง
นาย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ สะท้อนความจริงที่หลายคนรู้สึกตรงกันว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดข้อมูลหรือบทเรียน แต่สิ่งที่ยังขาดการนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ต่อเนื่อง เขามองว่า หลังการเลือกตั้ง ภาคการเมืองควรรับช่วงแก้ปัญหาฝุ่นต่อ ไม่ควรเริ่มใหม่จากศูนย์ โดยผลักดันวาระอากาศสะอาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่างน้อย เวทีนี้ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมแพ้
สสส. ยังคงเดินหน้าหนุนเสริมองค์ความรู้ ข้อมูล และการทำงานร่วมของทุกภาคส่วน อากาศสะอาดจะไม่ใช่แค่ความฝัน แต่จะเป็นสิ่งที่เราทุกคนมีสิทธิ์หายใจได้…อย่างเท่าเทียม เพราะอากาศสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่ คือ คุณภาพชีวิตพื้นฐานที่คนไทยทุกคนควรได้รับ
เรื่องโดย ภินันท์ชญา สมคำ Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลจาก งานมลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand NationalPM2.5 Forum # 2)




