ความเป็นมา

 “สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

 

ชื่อสมาคมฯ

สมาคมนี้มีชื่อว่า : “สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ย่อว่า :  สวพ. 

เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า : Sustainable Alternative Development Association

ย่อว่า : SADA

ระบุโทนสี : สีเขียวมรกต ฟ้ามหาสมุทร-จุนสี  และผสมสีแทนเกาลัด+เหลืองสับปะรด

ประวัติองค์กร ที่มา และวัตถุประสงค์ :

          สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จดทะเบียนเป็น “องค์กรสาธารณประโยชน์หรือองค์กรการทำงานเพื่อสังคม” เมื่อปี 2543  โดยมีความคิดริเริ่มการก่อตั้งสมาคมฯ มาจากฐานการทำงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพชุมชน และการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากริเริ่มและพัฒนางานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน นักวิชาการอิสระและนักพัฒนาสังคม ที่มีความเจตนารมย์ร่วมกันจะพัฒนาความเป็นองค์กรเพื่อการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตชุมชตามปรัชญา “การเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และหุ้นส่วนการพัฒนา  เพื่อการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชนสู่ความที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับนโยบายหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม

วัตถุประสงค์

  1. ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพมุ่งเน้นการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
  2. ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง
  3. ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง
  4. ส่งเสริมและประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
  5. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน


                  

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบเขตการทำงาน

            เน้นความสัมพันธ์การทำงานเชื่อมโยงกัน 4 มิติได้แก่ สุขภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน  หลักประกันทางสังคม และ ความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการจัดการ ภาวะผู้นำ และการพัฒนาองค์ความรู้-นวัตกรรม เพื่อเชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ของความเป็นแรงงานนอกระบบที่มีความยืดหยุ่น หลากหลายทั้งอาชีพและรายได้  สถานที่ทำงาน และตัวตน และรวมถึงการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจ                

ประเด็นงานที่องค์กรให้ความสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

        1) สุขภาพจิต สุขภาพกาย และความปลอดภัยในการทำงาน  :  กลุ่มวัยทำงานเสี่ยงต่อการตายผ่อนส่งและความเปราะบางในชีวิต เนื่องจากต้องรับภาระการเลี้ยงดูตนเอง ครอบครอบครัวและการช่วยเหลือสังคม ความเสี่ยงดังกล่าว คือการมีภาวะโรคทั้งอันเนื่องมาจากการทำงานและไม่เนื่องจากการทำงานอยู่ในอัตราที่เสี่ยงสูง ดังสถิติ การเจ็บป่วยด้วยโรคเสี่ยงสูงคือโรคติดต่อไม่เรื่องรัง  ข้อมูลจาก NCD Forum 2018  พบว่า “คนไทยกว่า 14 ล้านคน เป็นโรคในกลุ่ม NCDs เสียชีวิตมากกว่า 300,000 คน หรือ 73% ของการเสียชีวิตของประชากรทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย

          ทางเศรษฐกิจ  ถึง 25.2 พันล้านบาทต่อปี” เเละในอนาคตมีเเนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยเเละผู้เสียชีวิตมากขึ้นจากโรคนี้  โดย 6 โรคในกลุ่มโรค NCDs ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือ โรคเบาหวาน  โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลม โป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง และจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดจะอยู่ในกลุ่มวัยทำงานเนื่องจากออกกำลังกายและพักผ่อนน้อย บริโภคอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ที่เนื่องมาจากภาระและความเร่งด่วนในชีวิตและการทำงาน  มีพฤติกรรมด้านการบริโภคสิ่งเสพติดที่ส่งผล ต่อสุขภาพคือ บุหรี่และเหล้า  และยังพบว่า ปัญหาสุขภาพจิต คือภาวะเครียด ซึมเศร้า และการคิดฆ่าตัวตายเป็นปัญหาที่กำลังทวีรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดและวิกฤติ COVID-19  โดยในช่วงครึ่งแรก ปี 2563  พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติในปี 2540 และอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยทั้งปี 2563 ยังเพิ่มขึ้นถึง 7.3 คนต่อประชากร 1 แสนคน จาก 6.64 คนต่อประชากร  1 แสนคนในปีก่อนหน้า   

           และอีกความเสี่ยงหนึ่งที่สำคัญคือโอกาสตายผ่อนส่งจากความไม่ปลอดภัยในการทำงาน เช่น การสัมผัสสารเคมี ฟูมโลหะหรือฝุ่นละอองที่มองไม่เห็น และอุบัติเหตุ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและต่อเนื่อง และส่งผลระยะยาวคือปัญหาสุขภาพในช่วงวัยเกษียณอายุการทำงาน และส่งผลต่อภาระการดูแล/ช่วยเหลือ และรักษา ของครอบครัว สังคมและประเทศ  และผลการสำรวจเรื่องความรอบรู้ของคนไทย ปี 2562 ของกรมอนามัย พบว่า คนไทยร้อยละ 19.09 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ รวมถึงสุขภาพการเงินและครอบครัวที่เป็นสาเหตุสำคัญของสุขภาพใจ ไม่เพียงพอที่จะมีส่วนร่วมหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพและบริการสุขภาพในบริบทการบริการสุขภาพ การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ยา และสุขภาพ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัวได้ โดยทางสมาคมฯ มีต้นทุนและประสบการณ์                  การทำงานทั้งในระดับปฎิบัติ นโยบายและวิชาการ/องค์ความรู้  จากการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา ที่มุ่งเน้นการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ( Health Literacy ) ที่เริ่มด้วยตนเอง ครอบครัวและชุมชน สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องสร้างด้วยตนเอง  โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มานานมากกว่า 10 ปี

          2) การพัฒนาความสามารถและศักยภาพในการจัดการรายได้และอาชีพ

            “สุขภาพการเงินและอาชีพ”  :  สังคมไทยและชุมชนฐานรากส่วนมากมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ต่ำมาก  ส่วนมากมีภาระหนี้สินส่วนตัวและหนี้สินครัวเรือนสะสมมานาน ดังจะเห็นจากครัวเรือนไทยมีสุขภาพทางการเงินอ่อนแอลง และมีพฤติกรรมการก่อหนี้ใน 4 ลักษณะคือ  “เป็นหนี้อายุน้อยลง”  “มียอดหนี้ต่อหัวสูงขึ้น”   “เป็นหนี้นานขึ้น” และ “มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง”  สะท้อนถึงการขาดภูมิคุ้มกันทางการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่า ณ เดือนเมษายน 2564  หนี้ครัวเรือนขยับสูงขึ้นถึง 14.13 ล้าบบาท คิดเป็นร้อยละ 90.5% ต่อจีดีพี สูงสุดในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะสูงเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ต่อเนื่อง ในขณะที่พฤติกรรมการออมของคนไทยส่วนมากจะ “คิดเรื่องหาเงินและจ่ายก่อนออมมากกว่า มีเงินแล้วคิดเรื่องออมก่อนจ่าย  ดังจะเห็นจากข้อมูลครัวเรือนที่ประสบปัญหาเงินไม่พอจ่ายสูงถึงร้อยละ 62.0 เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่ไม่เคยประสบปัญหามีเพียงร้อยละ 38.0  ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการออมใน 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายก่อน ถ้ามีเงินเหลือจึงจะเก็บออมมีสัดส่วนร้อยละ 34.0 ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีการคิดและแบ่งส่วนของเงินออมไว้ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายมีเพียงร้อยละ 20.1  สภาวการณ์ดังกล่าวถ้าไม่เร่งส่งเสริมเรื่องการออมควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้ จะส่งผลกระทบต่อภาระเรื่องค่าใช้จ่ายการดูแลและสวัสดิการสำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของชุมชนท้องถิ่นและประเทศ  เรื่องภาวะวิกฤติการเงินการคลังสนับสนุนเนื่องจากระบบสวัสดิการของภาครัฐที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะรองรับการมีหลักประกันทางสังคมและรายได้เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่อย่างพอเพียง

          การพัฒนาศักยภาพกลไกที่มีอยู่ในชุมชน  เช่น กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุน กลุ่มสตรีและอีกมากมาย รวมถึงศักยภาพของผู้นำทั้งในระดับครัวเรือน และชุมชน/ท้องถิ่น ให้มีศักยภาพด้านความรอบรู้ด้านการเงินและอาชีพ ที่ต่อยอดจากต้นทุนเดิมของตนเอง ครอบครัวและชุมชน จะนำไปสู่การพัฒนานวตกรรมเชิงระบบ ด้านการเงิน การจัดการหนี้สินและอาชีพแนวใหม่ เพื่อการมีสุขภาพการเงินที่ดีในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งในระหว่างทำงานและการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต โดยการประสานความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาครัฐ และสถาบันการศึกษาจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองของครอบครัว ชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง

@ปรับฐานคิดใหม่ (New Mindset ) เรื่องสุขภาพการเงินและอาชีพด้วยความรอบรู้  : เริ่มต้นด้วยการปรับฐานคิดใหม่ เป้าหมายชัดเจน ทดลอง ปฏิบัติจริง ผลิดอกออกผล และขยายผล จะนำไปสู่ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจฐานรากเริ่มด้วยตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ  องค์กร/เครือข่ายภาคประสังคมและสถาบันการศึกษา คือการปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ดีกว่าเดิม  “Better New Deal “ ?

         3. การพัฒนากลไกและนโยบายเพื่อการเข้าถึงบริการและการบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับบริบท ต้นทุนและศักยภาพชุมชน  :  

         ปัจจุบันมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากมาย สำหรับทุกกลุ่มวัยที่ต้องการกลไกการจัดการ การเชื่อมร้อย และขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเอง ครอบครัว และชุมชนที่จะนำไปสู่ความต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว  ข้อจำกัดการเข้าถึงบริการและนโยบายที่สำคัญ คือ กลไก การบูรณาการ การจัดการ การเอื้ออำนวย การประสานทรัพยากรและนโยบาย และรวมถึงศักยภาพในการปรับหรือประยุกต์ใช้ให้เข้ากับต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันจะเห็นว่าในทุกท้องถิ่น/ชุมชนมีผู้นำทั้งทางการและไม่เป็นทางการ จิตอาสาหรืออาสาสมัครจำนวนมากมาย บางคนเป็นอาสาสมัครของหน่วยงานต่างๆหรือมีหมวกใส่ของอาสาสมัครประเภทต่างๆ มากถึง 4-5 ใบ จนไม่มีเวลาเอาใจใส่ตนเองและครอบครัว ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับปัญหา สถานการณ์  และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ส่วนมากยังไม่ได้ทำหน้าที่เสมือน ”หม้อแปลงไฟที่มีคุณภาพ”  ยังมีข้อจำกัดดังกล่าวเบื้องต้นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพ ด้านการจัดการข้อมูล องค์ความรู้ รวมถึงทักษะที่หลากหลายและเพียงพอที่จะเป็น ”วิศวกรทางสังคม” ให้เท่าทันต่อยุคศตวรรษ 21  และการทำงานยังอยู่ในลักษณะผู้นำเดี่ยว และรวมถึงการใช้ข้อมูล องค์ความรู้ ที่ยังขากความความเป็นสหวิทยาการ   และความเก่ง ความสามารถ รวมถึงวิธีคิดยังจำกัดอยู่ในหน้างานหรือภารกิจที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น ศักยภาพการเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง  (Change agent )”  ที่จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนความคิดหรือMindset ใหม่ที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

            การพัฒนาคน คือผู้นำหรืออาสาสมัครหรือจิตอาสาที่ทำงานเพื่อสังคมปัจจุบัน ให้เป็น Prim mover ซึ่งอยู่ด่านหน้า ใกล้ชิดปัญหา ความต้องการ และชุมชนมากที่สุด จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญและโอกาสการพัฒนาเพื่อให้มีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นและสามารถ เป็นหม้อแปลงไฟ  เป็นวิศวกรสังคม และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทีมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ช่องว่างหรือโอกาสการเข้าไม่ถึงบริการและทรัพยากรจะลดน้อยลง โดยการนำทรัพยากรที่ได้รับการจัดสรรจากหน่วยงานและนโยบายต่างๆ มาพัฒนาต่อยอดจากต้นทุนที่มีอยู่ เกิดการบูรณาการความร่วมมือโดยใช้ฐานพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้ง และสามารถพัฒนานวตกรรมใหม่ เพื่อการตอบโจทย์ของคนในชุมชน รวมถึงการเกิดองค์ความรู้และการพัฒนาคนในชุมชนมีคุณภาพได้เพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนและคุณภาพ          เพื่อเป็น “ New Prim mover”  สานพลังและสานงานชุมชนต่อเนื่องร่วมกันต่อไป

เอกสารแนะนำ สมาคมวิถีทางเลือกฯ สามารถดาว์นโหลดได้ที่นี่ค่ะ

ความหมายโลโก้สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เป็นรูปมือประสานกันบนฐานมีรูปใบไม้ล้อมรอบและ

เป็นสีเขียว ซึ่งมีความหมายว่า ความร่วมมือเพื่อการสร้างสรรค์สังคม

  ให้มีทางเลือกที่หลากหลายและเหมาะสมกับวิถีชีวิต

เหมือนหมู่ไม้นานาพันธ์ที่ช่วยจรรโลงสังคมโลกให้มี

ความสงบสุขร่มเย็นบนฐานที่เข้มแข็งของชุมชน